Skip to content

กรมหม่อนไหมลงนามข้อตกลงยุคใหม่ ซื้อขายรังไหมอุตสาหกรรมระบบเกษตรพันธสัญญาผ่านระบบออนไลน์

นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า สำหรับพื้นที่จังหวัดน่าน เชียงราย พะเยา กรมหม่อนไหมได้ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มในการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมอุตสาหกรรม ตามนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” ของดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องจากสถานการณ์การขาดแคลนรังไหมและเส้นไหมในตลาดโลกมีมากขึ้นเพราะประเทศจีนซึ่งเป็นผู้ผลิตเส้นไหมรายใหญ่ของโลกได้ลดปริมาณการผลิตลง ทำให้ราคารังไหมและเส้นไหมในตลาดโลกขยับสูงขึ้น และปัจจุบันภาคเอกชนของไทย คือบริษัท จุลไหมไทย จำกัด มีความต้องการรังไหมเพื่อผลิตเส้นไหมปีละ 5,000 ตัน แต่เกษตรกรสามารถผลิตได้เพียงปีละ 2,000 ตัน 

ดังนั้นเพื่อเป็นการขยายการผลิตตามความต้องการของตลาด กรมหม่อนไหมและบริษัท จุลไหมไทยฯ จึงเร่งสร้างเกษตรกรให้เข้าสู่ระบบการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมอุตสาหกรรมมากขึ้น โดยได้กำหนดเป้าหมาย และส่งเสริมกิจกรรมการฝึกอบรมให้ความรู้แบบครบวงจร สนับสนุนปัจจัยการผลิตที่จำเป็น รวมทั้งสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มเกษตรกร และได้ขยายผลสู่การทำข้อตกลงเกษตรพันธสัญญา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและการแข่งขัน  ลดความเสี่ยงด้านการตลาด และเกิดความเป็นธรรมทั้งผู้ประกอบการและเกษตรกร ซึ่งเป็นการบูรณาการ ระหว่างภาครัฐ ภาคประชาสังคม กลุ่มเกษตรกรและภาคเอกชน 

ปัจจุบันพื้นที่ 3 จังหวัดดังกล่าว มีเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมอุตสาหกรรม จำนวน 353 ราย โดยปีพ.ศ.2563 มีผลผลิตรังไหมรวม 54,514 กิโลกรัม คิดเป็นรายได้ 8,196,039 บาท  ส่วนในปีพ.ศ.2564 มีแผนการเลี้ยงไหม จำนวน 10 รุ่น คาดการณ์จะได้ผลผลิตรังไหม จำนวน 75 ตัน และสามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรได้มากกว่า 12 ล้านบาท 
“การลงนามข้อตกลงเกษตรพันธสัญญาในการซื้อขายรังไหมอุตสาหกรรมนั้น ถือเป็นการสร้างความมั่นคงทั้งด้านอาชีพและรายได้ให้กับเกษตรกร รวมทั้งสามารถลดการนำเข้าเส้นไหมจากต่างประเทศ ช่วยแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อันจะเป็นการร่วมกันพัฒนาวงการหม่อนไหมไทยให้เจริญรุ่งเรือง และก้าวไปสู่การเป็นผู้นำในการผลิตเส้นไหมในอันดับต้นๆ ของโลกต่อไป” อธิบดีกรมหม่อนไหมกล่าว